เปิดตำนาน “ปลาอานนท์” สิ่งมีชีวิตยักษ์ในคติความเชื่อของคนโบราณ ที่เคลื่อนไหวเมื่อใด โลกสะเทือนเมื่อนั้น! จะจริงแท้แค่ไหน? มาดูทั้งตำนาน วิทยาศาสตร์ และพิธีกรรมที่เชื่อมโยงกันอย่างน่าทึ่ง
ตำนานกำเนิด “ปลาอานนท์”
ในความเชื่อของชาวเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะในประเทศไทย ลาว อินเดีย และทิเบต มีสิ่งมีชีวิตในตำนานชื่อว่า “ปลาอานนท์” หรือในภาษาสันสกฤตเรียกว่า “อนันตนาคราช” (Ananta Shesha) เป็นนาคยักษ์ผู้มีร่างเป็นงูหรือปลา ที่มีหลายเศียรและลำตัวยาวไม่มีที่สิ้นสุด เชื่อกันว่าปลาอานนท์เป็นผู้แบก “โลก” หรือ “แผ่นดิน” เอาไว้บนหลังของมัน
ตามความเชื่อของพุทธศาสนาเถรวาท ปลาอานนท์เป็นนาคที่มีพลังอำนาจสูงยิ่ง เป็นหนึ่งในพญานาคที่ถวายตัวรับใช้พระพุทธเจ้า และปรากฏในหลายคัมภีร์ว่าอยู่ใต้แผ่นดินลึกสุด หากมันพลิกตัวหรือขยับ โลกจะเกิด แผ่นดินไหว

ขอบคุณภาพจาก : springnews
ทำไมคนโบราณเชื่อว่า ปลาอานนท์ขยับ ถึงเกิดแผ่นดินไหว
ภาพโลกบนหลังปลายักษ์ มุมมองธรณีวิทยาสมัยก่อน
ก่อนที่มนุษย์จะเข้าใจกลไกของ ธรณีแปรสัณฐาน คนโบราณพยายามอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติผ่าน ภาพแทนเชิงสัญลักษณ์ (symbolic representation) โลกจึงถูกจินตนาการว่าอยู่บนหลังของสัตว์ขนาดยักษ์ที่มีพลังเหนือธรรมชาติ
ในตำนานของฮินดู โลกตั้งอยู่บนหลังของพญานาคที่ลอยอยู่เหนือทะเลน้ำนม ขณะที่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น มีตำนานคล้ายกันที่เรียกว่า “ปลานามาสุ (Namazu)” ปลายักษ์ที่อาศัยอยู่ใต้แผ่นดิน และก่อแผ่นดินไหวเมื่อมันขยับตัว — ความคล้ายคลึงของตำนานเหล่านี้บ่งชี้ว่ามนุษย์โบราณมีความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับการสั่นสะเทือนของโลก แม้ยังไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์รองรับ
เหตุการณ์แผ่นดินไหวจริงที่ต่อยอดความเชื่อ
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว ประวัติศาสตร์ไทยเองก็มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวหลายครั้ง เช่น แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเชียงรายปี พ.ศ. 2557 หรือการสั่นสะเทือนในลำปางปี พ.ศ. 2526 เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเชื่อในปลาอานนท์จึงถูกตอกย้ำซ้ำเติม และถ่ายทอดสู่รุ่นต่อรุ่นด้วยพิธีกรรม และคำบอกเล่าแบบมุขปาฐะ
วิทยาศาสตร์ไขปริศนาของกลไกแผ่นดินไหวที่ “ปลาอานนท์” ถูกโยงถึง
เปลือกโลกเคลื่อนที่อย่างไร
ในมุมมองของ วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ โลกไม่ได้ตั้งอยู่บนหลังของสัตว์ยักษ์ แต่ประกอบด้วยแผ่นเปลือกโลก (tectonic plates) หลายแผ่นที่ลอยอยู่บนชั้นหินหลอมเหลวที่เรียกว่าแมนเทิล (mantle) เมื่อแผ่นเปลือกโลกเหล่านี้เคลื่อนตัว ชนกัน หรือแยกจากกัน จะทำให้เกิด แผ่นดินไหว
แผ่นดินไหวมักเกิดบริเวณ รอยต่อของแผ่นเปลือกโลก เช่น รอยเลื่อนเมริดิโอนัล หรือแผ่นยูเรเชียกับแผ่นอินโด-ออสเตรเลียที่อยู่ใต้ไทย แรงสั่นสะเทือนที่ปล่อยออกมา อาจสะเทือนไกลได้หลายร้อยกิโลเมตร ซึ่งในอดีต เมื่อคนโบราณสัมผัสแรงสั่นสะเทือนนี้ พวกเขาจึงโยงเหตุการณ์นั้นเข้ากับ “ปลาอานนท์” ที่เคลื่อนไหว

เมื่อเรื่องเล่าโบราณสะท้อนความพยายาม “อธิบายธรรมชาติ” ของมนุษย์
แม้ตำนานปลาอานนท์จะไม่สอดคล้องกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็ถือเป็น ความพยายามของมนุษย์ในยุคก่อน ที่จะอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างมีเหตุมีผลในบริบทของความรู้ในยุคนั้น ตำนานจึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่เป็น “เครื่องมือ” ที่มนุษย์ใช้ทำความเข้าใจโลก
นี่คือจุดที่ ตำนาน กับ วิทยาศาสตร์ พบกันตรงกลาง — ต่างเป็นความพยายามอธิบาย “สิ่งที่เกินวิสัยจะเข้าใจในขณะนั้น” และตำนานก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ วัฒนธรรมพื้นบ้าน ที่มีบทบาททั้งด้านจิตวิญญาณและการดำรงชีวิต
พิธีกรรม & ความศรัทธา “ปลาอานนท์”
พิธีบวงสรวงและเครื่องสักการะ สัญญะป้องกันภัยพิบัติ
แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป ความศรัทธาในปลาอานนท์ยังดำรงอยู่ ผ่าน พิธีกรรมบวงสรวง เช่น การถวายเครื่องสักการะ “พญานาค” ริมแม่น้ำโขง หรือการจุดธูปบูชาตามศาลปู่นาคาในภาคอีสาน เพื่อขอความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติและเสริมสิริมงคลให้กับครอบครัว
ในบางพื้นที่ของไทย โดยเฉพาะในจังหวัดที่เคยประสบแผ่นดินไหว ผู้คนจะจัดพิธี ขอขมา “ปลาอานนท์” หรือ “พญานาค” โดยเชื่อว่าเป็นการสื่อสารถึงพลังที่ควบคุมธรรมชาติ
นอกจากการแสดงความเคารพแล้ว ยังมีการจัดงานประเพณีประจำปี เช่น งานบั้งไฟพญานาค ที่แม้จะไม่เกี่ยวกับแผ่นดินไหวโดยตรง แต่ก็สะท้อนถึงความเชื่อใน “นาค” ซึ่งมีรากฐานร่วมกับตำนานปลาอานนท์อย่างแน่นแฟ้น
ความเชื่อกับความจริง อยู่ร่วมกันได้อย่างไร?
ตำนาน “ปลาอานนท์” คือภาพสะท้อนของวัฒนธรรมและวิธีคิดแบบโบราณที่เต็มไปด้วยจินตนาการและความเคารพต่อธรรมชาติ ขณะที่วิทยาศาสตร์คือการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ ทั้งสองอย่างสามารถ อยู่ร่วมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องลบล้างกัน
สรุปส่งท้าย
เรื่องราวของ “ปลาอานนท์” ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าเก่าแก่ในตำนาน แต่เป็นภาพแทนของความพยายามเข้าใจโลกที่เราอยู่ผ่านมุมมองแห่งจินตนาการและศรัทธา ไม่ว่าคุณจะมองมันในเชิง สัญลักษณ์ ศาสนา หรือวิทยาศาสตร์ ตำนานนี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำร่วมของคนในเอเชีย และเป็นแรงบันดาลใจให้เราศึกษาโลกด้วยทั้งหัวใจและเหตุผล


