ท่ามกลางทะเลทรายทางตอนใต้ของประเทศอียิปต์ มีหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่แม้จะไม่ใช่ “พีระมิด” แต่กลับยิ่งใหญ่และเปี่ยมด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไม่แพ้กัน นั่นคือ “วิหารอาบูซิมเบล” (Abu Simbel Temples) มหาวิหารหินสลักอันตระการตาจากยุคราชวงศ์ใหม่ ที่ไม่ได้มีแค่ขนาดใหญ่โต หากแต่แฝงไปด้วยสัญลักษณ์ทางศาสนา การเมือง และวิทยาการชั้นสูงของชาวอียิปต์โบราณ
วิหารอาบูซิมเบล?
วิหารอาบูซิมเบล คือกลุ่มวิหารโบราณ 2 แห่ง ที่สลักจากหน้าผาหินทรายริมแม่น้ำไนล์ อยู่ทางตอนใต้ของอียิปต์ ใกล้ชายแดนซูดาน สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 13 ก่อนคริสตกาล โดยฟาโรห์รามเสสที่ 2 (Ramses II) แห่งราชวงศ์ที่ 19 เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์เองและพระมเหสีเนเฟอร์ตารี (Nefertari)
กลุ่มวิหารอาบูซิมเบลประกอบด้วย
- วิหารใหญ่ (Great Temple): อุทิศให้แก่เทพรา (Ra), เทพอาเมน (Amun), เทพ Ptah และรามเสสที่ 2 เอง
- วิหารเล็ก (Small Temple): อุทิศให้ราชินีเนเฟอร์ตารี และเทพีฮาโธร์ (Hathor)
ด้วยงานแกะสลักและสถาปัตยกรรมอันวิจิตร ทำให้วิหารแห่งนี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ร่วมกับโบราณสถานอีกหลายแห่งในเขต “Nubian Monuments”

ประวัติการสร้างวิหารอาบูซิมเบล
ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ขึ้นครองราชย์ในช่วงที่อาณาจักรอียิปต์กำลังรุ่งเรือง จุดประสงค์หลักของการสร้างวิหารอาบูซิมเบล คือการประกาศอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ในดินแดนนูเบีย (Nubia) ซึ่งเป็นเขตชายแดนตอนใต้ที่มีชนเผ่าอื่นอาศัยอยู่
การสร้างวิหารไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือเชิง การเมืองและการปกครอง เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังของฟาโรห์ที่สามารถควบคุมได้แม้พื้นที่ห่างไกลจากศูนย์กลาง
ไฮไลต์ของวิหารใหญ่คือ
- รูปแกะสลักขนาดยักษ์ของรามเสสที่ 2 จำนวน 4 องค์ นั่งเรียงรายหน้าวิหาร สูงถึง 20 เมตร
- ภาพสลักเหตุการณ์สำคัญ เช่น การรบที่กะเดช (Battle of Kadesh) ที่ยืนยันความกล้าหาญของฟาโรห์

ปรากฏการณ์ “แสงส่องเทพ” ที่อาบูซิมเบล
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้วิหารอาบูซิมเบลน่าทึ่งที่สุด ไม่ใช่แค่สถาปัตยกรรมหรือประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่คือ “ปรากฏการณ์แสงอาทิตย์ส่องเทพ” (Solar Alignment) ซึ่งเกิดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือวันที่ 22 กุมภาพันธ์ และ 22 ตุลาคม
ในสองวันพิเศษนี้ แสงแดดยามเช้าจะส่องผ่านทางเดินยาวของวิหารใหญ่ และไป ตกกระทบตรงรูปปั้นของเทพทั้งสาม (Ra-Horakhty, Amun, Ramses II) ที่อยู่ลึกสุดภายในศาลเจ้า
มีเพียงเทพ Ptah เทพแห่งความมืดเท่านั้นที่ยังคง “อยู่ในเงามืด” ตลอดเวลา
ความแม่นยำของการออกแบบทิศทางแสงนี้สะท้อนถึงระดับความเข้าใจเรื่องดาราศาสตร์ของชาวอียิปต์โบราณ และยืนยันว่า วิหารนี้ไม่ได้ถูกสร้างแบบสุ่ม แต่ผ่านการคำนวณอย่างละเอียดทางวิศวกรรมโบราณ
ปฏิบัติการย้ายวิหารอาบูซิมเบล
วิหารอาบูซิมเบลตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เคยเป็นหุบเขาต่ำใกล้แม่น้ำไนล์ แต่เมื่อรัฐบาลอียิปต์สร้าง เขื่อนอัสวาน (Aswan High Dam) ในทศวรรษ 1960 พื้นที่บริเวณนั้นจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของ ทะเลสาบนัสเซอร์ ซึ่งมีระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้วิหารจมหายไปใต้ผืนน้ำ
ยูเนสโกจึงร่วมกับนานาชาติทำการ ย้ายวิหารทั้งสองแห่งขึ้นไปตั้งบนเนินเขาที่อยู่สูงขึ้นกว่าเดิม 60 เมตร โดยใช้เทคนิคตัดแยกหินขนาดยักษ์ออกเป็นบล็อกกว่า 1,000 ชิ้น แล้วประกอบใหม่อย่างละเอียดภายใน 4 ปี (ค.ศ. 1964–1968)
การย้ายครั้งนั้นได้รับการขนานนามว่าเป็น “ปฏิบัติการกู้ศิลปวัตถุครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์” และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการอนุรักษ์มรดกโลกอีกหลายแห่งในเวลาต่อมา
บทสรุป
วิหารอาบูซิมเบลไม่ได้ยิ่งใหญ่แค่ในขนาด หากแต่ยิ่งใหญ่ในทุกมิติ ทั้งด้านสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ ความศรัทธา และความพยายามของมนุษยชาติในการ “รักษาอดีตไว้ให้อนาคต”
หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปอียิปต์ อย่าให้การชมพีระมิดเป็นจุดหมายเดียว วิหารอาบูซิมเบลคืออีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ควรไปเห็นด้วยตาตนเองอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต
สนใจ ทัวร์อียิปต์ (Egypt) ติดต่อเลย


