ทัวร์ล่าแสงเหนือไอซ์แลนด์ (Iceland Aurora) ทริปล่าแสงเหนือไอซ์แลนด์ (5-15 ตุลาคม 2019) - Patourlogy - Let us take you all over the world

ทัวร์ล่าแสงเหนือไอซ์แลนด์ (Iceland Aurora) ทริปล่าแสงเหนือไอซ์แลนด์ (5-15 ตุลาคม 2019)

from ฿159,000฿155,000

เคยรู้จักไหมครับ กับ สถานที่ๆได้รับการยกย่องว่า “สวยที่สุดในโลก” ไม่ว่าจะเป็นทุ่งหญ้า ผืนแผ่นดิน ภูเขา น้ำตก หรือแม้กระทั่ง “ท้องฟ้า”

พวกเราจะพาคุณเดินทางเป็นเส้นรอบวง บนถนน “Ring Road” ไปพบกับ “ออโรร่า” แขกผู้มาเยือนยามค่ำคืนจะเผยร่างออกมาให้เราเห็นเมื่อทุกอย่างลงตัว

แผนและรายละเอียดการเดินทาง (pdf) >>>http://l.ead.me/bb1o1Z

  • Reviews 0 Reviews
    0/5
  • Vacation Style Holiday Type
      Discovery, Family
    • Activity Level Leisurely
      1/8
    • Group Size Medium Group
      18
    All about the ทัวร์ล่าแสงเหนือไอซ์แลนด์ (Iceland Aurora) ทริปล่าแสงเหนือไอซ์แลนด์ (5-15 ตุลาคม 2019).

    ไอซ์แลนด์ ประเทศที่ได้รับการยกย่องให้เป็นประเทศที่คุ้มค่าในการท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลก โดยนิตยสารด้านการท่องเที่ยวประจำปี 2009

    ฉากอันสวยงามและประทับใจจากภาพยนตร์เรื่อง James Bond 007 ตอน Die another Day รวมทั้งภาพยนตร์แอคชั่นอย่าง Tomb Raider เป็นที่กล่าวขวัญถึงดินแดนแห่งนี้

    “สาธารณรัฐไอซ์แลนด์” มีภูมิประเทศและธรรมชาติงดงามได้อย่างน่าอัศจรรย์ นักเดินทางทั่วโลกยังทึ่งและยอมรับว่าไม่มีที่ใดเสมอเหมือน ภูมิประเทศเฉพาะตัวของไอซ์แลนด์อีกอย่างหนึ่งคือ ธารน้ำแข็ง (Glacier) ที่ปกคลุมพื้นที่กว่า 11,800 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 11.5% ของพื้นที่ทั้งหมด และมีธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปด้วย

    แผนและรายละเอียดการเดินทาง (pdf) >>>http://l.ead.me/bb1o1Z

    18 – 29 ตุลาคม 2561

    ราคาทริป 155,000 บาท*

    *รวมตั๋วเครื่องบินสายการบิน Finnair แต่ ไม่รวมอาหารเที่ยง-เย็น ระหว่างทริป

    The tour package inclusions and exclusions at a glance
    What is included in this tour?Items that are included in the cost of tour price.
    • ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ รวมค่าภาษี และส่วนเพิ่มของน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2561
    • ค่ารถโค้ชมาตรฐานยุโรป-ไอซ์แลนด์ ท่องเที่ยวตามโปรแกรมที่ระบุ
    • ค่าโรงแรมที่พักระดับ 4 ดาว หรือเทียบเท่าในระดับราคาเดียวกัน โดยพักเป็นห้องแบบ Twin / Double
    • ค่า Aurora watching tour พาท่านไปชมแสงเหนือยังสถานที่ใกล้เคียงที่พักเป็นเวลา 3 ชั่วโมง จำนวน 2 คืน*
    • ค่าอาหารเช้าทุกมื้อ
    • ค่าธรรมเนียมเข้าชมบลูลากูน Blue Lagoon
    • ค่าวีซ่าเชงเก้น*
    • ค่าประกันการเดินทางของ บริษัท เอ ดับเบิลยู พี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) แบบ Oasis Leisure คุ้มครองการสูญเสียชีวิต/อวัยวะจากอุบัติเหตุ สำหรับผู้เอาประกันภัยอายุมากกว่า 16 ปีน้อยกว่า 75 ปี ไม่เกิน 4,000,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศไม่เกิน 2,500,000 บาท ทั้งนี้ครอบคลุมถึงสุขภาพที่ไม่ได้เกิดจากโรคประจำตัว ท่านสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากกรมธรรม์
    • สำหรับสายการบิน FinnAir อนุญาตให้โหลดกระเป๋าใต้เครื่อง น้ำหนักไม่เกิน 23 กิโลกรัม และสามารถถือสัมภาระขึ้นเครื่องได้น้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม การเรียกค่าระวางน้ำหนักเพิ่มเป็นสิทธิของสายการบินที่ท่านไม่อาจปฏิเสธได้

    *การอนุมัติวีซ่าเป็นเอกสิทธิ์ของทางสถานทูต ทางบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น ทั้งนี้บริษัทเป็นเพียงตัวกลาง และคอยบริการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เดินทางเท่านั้น เงินค่าสมัครวีซ่าทางสถานทูตเป็นผู้เก็บ หากผลวีซ่าออกมาว่า ไม่ผ่าน ทางสถานทูตจะไม่คืนเงินค่าสมัครวีซ่าไม่ว่าในกรณีใดๆก็ตาม และทางสถานทูตมีสิทธิที่จะไม่ตอบเหตุผลของการปฏิเสธวีซ่าทุกกรณีหมายเหตุ

    *Aurora watching tour เป็นบริการเสริมที่เราจัดให้กับผู้ร่วมทริปทุกคน โดยเราจะออกเดินทางจากที่พักในช่วงเวลากลางคืนเพื่อขึ้นรถและเดินทางไปยังพื้นที่ๆเหมาะสมในบริเวณนั้นๆ เป็นจำนวน 2 คืน

    Whats not included in this tour.Items that are not included in the cost of tour price.
    • ค่าอาหารเที่ยง-เย็น ในระหว่างการเดินทาง
    • ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%
    • ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
    • ค่าทิปหัวหน้าทัวร์ และไกด์ท้องถิ่น
    • ค่าทำหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)
    • ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิ ค่าโทรศัพท์, ค่าซักรีด, ค่าเครื่องดื่มในห้องพักและค่าอาหารที่สั่งมาในห้องพัก ค่าอาหารและเครื่องดื่มที่สั่งพิเศษในร้านอาหาร นอกเหนือจากที่ทางบริษัทฯ จัดให้ ยกเว้นจะตกลงกันเป็นกรณีพิเศษ เช่น หากท่านทานได้เฉพาะอาหารทะเลเพียงอย่างเดียว ท่านต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
    1. Day 1 เดินทางออกจากสุวรรณภูมิ - กรุงเรคยาวิค

      วันที่ 5 ตุลาคม 2562

      19.00 พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 เคาน์เตอร์สาย FinnAir เจ้าหน้าที่จากบริษัท ฯ จะคอยต้อนรับและอำนวยความสะดวกให้ท่านก่อนขึ้นเครื่อง

      23.35 น. เดินทางสู่กรุงเฮลซิงกิ ด้วยไฟลต์บิน AY144 ให้ท่านได้เพลิดเพลินกับอาหารสิ่งอำนวยความสะดวกบนเครื่องบิน

      วันที่ 19 ตุลาคม 2561

      06.05 น. เดินทางถึงท่าอากาศยานเฮลซิงกิ-แวนต้า” (Helsinki-Vantaa Airport) จากนั้นนำท่านผ่านเข้าสู่ Transit hall เพื่อนำท่านสู่ไฟลต์ต่อไป

      07.45 น. เดินทางสู่กรุงเรคยาวิค ด้วยไฟลต์บิน AY991 ให้ท่านได้เพลิดเพลินกับอาหารสิ่งอำนวยความสะดวกบนเครื่องบิน

      08.35 น. เดินทางถึง ท่าอากาศยานนานาชาติเคฟลาวิค (Keflavík International Airport) ผ่านพิธีกรรมตรวจคนเข้าเมือง

      10.00 น. นำท่านเดินทางสู่ บลูลากูน (Blue Lagoon) บ่อน้ำแร่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศไอซ์แลนด์ เป็นบ่อน้ำร้อนที่มีแร่ธาตุต่างๆมากมาย ซึ่งช่วยรักษาผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง อิสระให้ท่านแช่ตัวในสระธรรมชาติ ผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทาง (มีชุดว่ายน้ำให้เช่าสำหรับท่านที่ไม่ได้เตรียมไปเอง) ได้เวลาอันสมควรจึงออกเดินทางต่อ    

      13.00 น. นำท่านเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงเรคยาวิค (Reykjavik) ชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆภายในตัวเมือง ชมโบสถ์ฮัลล์กรีมสคิร์คยา (Hallgrímskirkja) โบสถ์ทางศาสนาคริสต์ที่สูงที่สุดในไอซ์แลนด์ เป็นจุดที่สูงอีกจุดหนึ่งของเมืองที่เมื่อขึ้นไปด้านบนจะมองเห็นทัศนียภาพของกรุงเรกยาวิกโดยรอบ โบสถ์นี้มีความสำคัญในฐานะที่เป็น ศาสนสถาน เป็นสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ สถาปนิกกุดโยน (Guðjón Samúelsson) เป็นผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมแนวอิมพราสชั่นนิสท์ รวมเวลาการก่อสร้าง 38 ปีคือตั้งแต่ปีเริ่มสร้างปี ค.ศ.1945 จนกระทั่งแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1986 แล้วนำท่านไปชมสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งคือ Hofdi House บ้านที่มีเรื่องราวในประวัติศาสตร์ชาติอันน่าสนใจ เคยใช้เป็นที่รับรองและจัดเลี้ยง ผู้นำ 2 ประเทศมหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่ในการยุติสงครามเย็น ชมรัฐสภาของชาวไอซ์แลนด์, ศาลาเทศบาลเมือง

      สมควรแก่เวลานำท่านไปชมเพอร์ลัน (Perlan) เป็นสถานที่ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไว้คอยต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง โดยสถาปนิก อิงกิมูนดูร์ เป็นผู้ออกแบบอาคารรูปทรงคล้ายลูกโลกครึ่งวง ตั้งอยู่บนฐานที่คล้ายถังน้ำมองเห็นได้ในระยะไกล โดดเด่น แบ่งเป็นส่วนต่างๆ เช่น ร้านอาหาร, ร้านไอศกรีม, พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ไวกิ้ง, สวนน้ำ และร้านขายของที่ระลึก

      19.00 น. นำท่านเข้ารับประทานอาหาร ณ ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น จากนั้นนำท่านเข้าสู่ที่พักโรงแรม

      พักที่ Fosshotel Baron หรือเทียบเท่า

      สำหรับการดูแสงเหนือที่ไอซ์แลนด์

      แสงเหนือคือปรากฎการณ์ที่ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ 100% การที่แสงเหนือจะมาปรากฎกายต่อหน้าของเราบนท้องฟ้า จะต้องมีองค์ประกอบ 2 อย่างที่ลงตัวในเวลาที่พร้อมกัน คือ

      1. สภาพอากาศ ในค่ำคืนนั้นต้องไม่มีเมฆบัง ไม่มีฟ้าครึ้ม ไม่มีฝนตกใด
      2. สภาพของลมสุริยะที่อยู่บนท้องฟ้า แสงเหนือเกิดจากอนุภาคของลมสุริยะที่อยู่ในอากาศบนท้องฟ้า วันนั้นต้องมีลมสุริยะที่แรงพอถึงจะมีแสงเหนือเกิดขึ้น

      การทำนายแสงเหนือล่วงหน้าทำได้เพียงอย่างมากที่สุด 24 ชั่วโมงก่อนที่จะเห็น หรือถ้าจะให้แม่นที่สุดต้องอยู่ภายใน 4-8 ชั่วโมงล่วงหน้า ทางทีมงานไม่อาจการันตีได้ 100% ว่าท่านจะเห็นแสงเหนือหรือไม่ แต่ถ้าว่ากันตามหลักสถิติแล้ว การที่เรามีเวลาเดินทางอยู่ในไอซ์แลนด์ 10 คืน เราน่าจะได้เห็นอย่างน้อย 1-2 คืน (หรืออาจจะมากกว่า)

      การที่จะเห็นแสงเหนือได้ชัด เราจำเป็นที่จะต้องอยู่ในพื้นที่ๆปราศจากการรบกวนจากแสงไฟของมนุษย์ ในวันที่เราไม่ได้อาศัยอยู่ในเขตเมืองใหญ่ เราอาจจะเห็นได้ชัดจากบริเวณภายนอกที่พักของเรา หรือในบางคืนเราอาจจำเป็นต้องขับรถออกไปยังบริเวณใกล้เคียงเพื่อชมแสงเหนือให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

      ด้วยข้อจำกัดของการเดินทาง เราไม่สามารถที่จะออกไปดูแสงเหนือในทุกคืนได้ เนื่องจากคนขับรถตามกฎหมายห้ามขับเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอในเวลากลางคืนทำให้ประสิทธิภาพในการขับรถช่วงเวลากลางวันเป็นสิ่งอันตราย ทางทีมงานจึงขอสงวนสิทธิ์ในการเลือกวันหรือสถานที่ๆจะไปชมแสงเหนือโดยยึดเอาความเหมาะสมของสถานการณ์และผลประโยชน์ของผู้ร่วมเดินทางเป็นสำคัญ

      ถ้าหากวันใดเราใช้เวลาในช่วงค่ำคืนเพื่อชมแสงเหนือ ในเช้าวันรุ่งขึ้นเราอาจจะต้องออกจากที่พักสายขึ้นเพื่อให้คนขับรถได้มีเวลาที่พักมากขึ้น และสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งในช่วงเช้าของวันนั้นๆอาจจะต้องถูกข้ามไปเพื่อความเหมาะสมของแผนการเดินทาง

    2. Day 2 Golden Circle

      วันที่ 6 ตุลาคม 2562

      Highlights:

      อุทยานแห่งชาติ Þingvellir National Park, น้ำตก Gullfoss , แหล่งความร้อนใต้พิภพน้ำพุ Geysir.

      ช่วงเช้า

      นำท่านสู่อุทยานแห่งชาติ Þingvellir (อ่านว่า ธิงเวลลีร์) ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองหลวงเรคยาวิคห่างออกไปประมาณ 50 กิโลเมตร ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของไอซ์แลนด์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1928 ถูกขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก (Unesco) ว่าให้เป็นสถานที่อันเป็นมรดกของชาวโลก ในปี ค.ศ. 2004 ชื่ออันแสนประหลาดที่เรียกเกือบจะยากแห่งนี้มีความหมายตามภาษาท้องถิ่นว่า ”รัฐสภาบนพื้นที่ว่างเปล่า”  โดยคำว่า Þing หมายถึง รัฐสภา และคำว่า vellir หมายถึงคำว่า ที่ราบ นั่นเอง

      ที่นี่ยังถือว่าเป็นรัฐสภาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเท่าที่มีการบันทึกไว้ตั้งแต่ในสมัย ค.ศ.930 ซึ่งในสมัยโบราณจะมีการพบปะในทุกๆรอบปีเพื่อออกกฎหมายต่างๆ รวมถึงกฎหมายที่ได้มีการนำศาสนาคริสต์เข้าสู่เกาะแห่งนี้ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.1000 นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นเหมือนที่จัดงานสำคัญๆของประเทศเสมอ เช่น งานฉลองครบรอบ 1,100 ปีของการเข้ามาตั้งรกรากของชาวไอซ์แลนด์เมื่อปี ค.ศ. ที่มีผู้เข้าร่วมงานชาวท้องถิ่นกว่า 60,000 คน

      ในแง่มุมของธรรมชาติแล้วที่ Thingvellir จะมีรอยแตกแยกของแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก(The Mid-Atlantic Rift) แล้วยังมีภูเขา ทุ่งลาวา หุบผา ถ้ำ ลำธาร น้ำตก และทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ชมรอยแตกของเปลือกโลกที่กว้างขึ้นในแต่ละปี เนื่องจากมีการเคลื่อนตัวแยกออก จากกันอยู่ตลอดเวลา สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกีฬาดำน้ำ ถ้าหากท่านมาในฤดูร้อน ที่นี่เป็นสถานที่แห่งเดียวที่ท่านจะสามารถดำน้ำในร่องของเปลือกโลกได้ เรียกว่า Silfra นอกจากนี้เรายังสามารถเดินไปชมน้ำตก Öxarárfoss ที่มีความสวยงามที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลได้ด้วยเช่นกัน

      จากนั้นนำท่านชม แหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ ที่เป็นที่ตั้งของน้ำพุร้อนที่โด่งดังไปทั่วโลกจนเกือบจะเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของประเทศไอซ์แลนด์คือ น้ำพุร้อนกีย์เซอร์ (Geysir) พื้นที่บริเวณด้านล่างคือแหล่งพลังงานความร้อนขนาดใหญ่ ที่เรียกได้ว่าถ้าใครลองนั่งลงไปที่พื้นก็สามารถที่จะสัมผัสความร้อนที่แผ่รังสีออกมาได้ทุกขณะ ที่มาของกีเซอร์แห่งนี้เราเชื่อว่าเกิดจากแผ่นดินไหวหรือการยุบตัวของพื้นพิภพร่วมกับการระเบิดของภูเขาไฟ Hekla ในอดีตหรือที่ตั้งของน้ำพุร้อนกีเซอร์ในปัจจุบัน โดยน้ำพุร้อนแห่งนี้มีความร้อนประมาณ 400 องศาเซลเซียส พุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน ปัจจุบันน้ำพุร้อนจะพุ่งทุกๆประมาณ 5 นาที และมีความสูงประมาณ 60 – 100 ฟุต ทุกๆ 5 นาที นับเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งที่ท่านไม่ควรพลาด

      เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ร้านอาหาร (กึ่ง fast food)

      จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ น้ำตกกูลฟอสส์ (Gullfoss) หนึ่งในน้ำตกที่ได้รับการยกให้เป็นน้ำตกที่สวยงามที่สุดในไอซ์แลนด์ ที่นี่ถือว่าเป็นที่สุดในเส้นทางท่องเที่ยวหลักที่เรียกว่า “วงกลมทองคำ” (Golden Circle) ที่เมื่อผู้มาเยือนไอซ์แลนด์ต้องไม่พลาดที่จะมาท่องเที่ยว ชื่อน้ำตกแห่ง Gullfoss มีความหมายว่า ”น้ำตกทองคำ” (Gull = Golden, Foss = waterfall) เนื่องจากเมื่อละอองน้ำปะทะกับแสงแดดแล้วจะสะท้อนแวววาวออกมาเป็นสีทองอร่าม และปรากฏเป็นรุ้งกินน้ำให้พบเห็นแก่ผู้มาท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นภาพที่อลังการสวยงามสมคำเล่าลือ

      โดยเราสามารถเดินเข้าไปชมน้ำตกแห่งนี้ได้ในระยะประชิด แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือพื้นที่บริเวณนี้มีลมที่แรงมาก

      เย็น รับประทานอาหารเย็น ที่ร้านอาหารท้องถิ่น

      พักที่ โรงแรม Hotel Hvolsvöllur หรือเทียบเท่า

    3. Day 3 South Shore

      วันที่ 7 ตุลาคม 2562

      Highlights:

      น้ำตก Seljalandsfoss, น้ำตก Skógafoss, หาดทรายดำ Reynisfjara, แหลม Dyrhólaey, หมู่บ้าน Vík

      ช่วงเช้า

      เราะจะนำท่านออกจาก Golden circle เข้าสู่ภูมิภาคทางด้านใต้ของเกาะ นำท่านเดินทางสู่ ”น้ำตกเซลจาลันต์ฟอสส์”(Seljalandsfoss Falls) เป็นหนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศไอซ์แลนด์ โดยน้ำตกมีความสูงประมาณ 60 เมตร (200 ฟุต) ท่านจะตื่นตาตื่นใจกับสายน้ำขนาดใหญ่ที่ไหลหลั่งลงสู่พื้นราบตัดกับสีเขียวของมอสที่ปกคลุมโขดหินทั้งสองฝั่ง น้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตกแห่งเดียวที่ท่านจะสามารถเดินเข้าไปสู่หลังม่านน้ำอันย่ิงใหญ่ได้ และก็แน่นอนว่าภาพจากด้านหลังน้ำตกนี่เองที่เป็นภาพที่เราเห็นตามเว็บไซต์หรือตามหนังสือภาพกันมากอย่างชินตา

      ถัดออกมาไม่ไกลนัก นำท่านเดินทางสู่ น้ำตกสโคการ์ฟอสล์ (Skogafoss) อีกหนึ่งน้ำตกที่มีความสวยงามมากมีความสูงถึง 62 เมตร เป็นน้ำตกที่สูงที่สุดทางภาคใต้ของไอซ์แลนด์ และใหญ่เป็นอันดับ 5 ของไอซ์แลนด์ ความใหญ่โตของน้ำตกนี้ ทําให้ต้องยืนห่างพอสมควร เพื่อจะได้เห็นน้ำตกได้ทั้งหมด เราสามารถที่จะเดินขึ้นไปยังจุดสูงสุดของน้ำตกเพื่อชมความงามจากทางด้านบนได้เช่นเดียวกัน

      เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ร้านอาหาร (กึ่ง fast food)

      ช่วงบ่ายนำท่านเดินทางสู่ แหลม Dyrhólaey แหลมที่มีชะง่อนผายื่นออกไปในทะเล มีความสูงประมาณ 120 เมตร ที่นี่มีจุดเด่นที่เราจะได้เห็นภูมิศาสตร์ที่แปลกตาของโลกใบนี้ โดยชะง่อนที่ยื่นออกไปจะช่องว่างตรงกลางขนาดใหญ่ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเล จึงเป็นที่มาของชื่อ Dyrhólaey ที่แปลว่า door-hole-island

      จากนั้นทำท่านเดินทางสู่ หาดทรายดำ Reynisfjara หนึ่งในหาดทรายดำที่สวยที่สุดบนเกาะแห่งนี้ ในปี ค.ศ.1991 สมาคม National Geographic ได้ยกย่องให้หาดทรายดำแห่งนี้ติด 1 ใน 10 อันดับ ของหายทรายที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นที่ควรต้องมาให้เห็นก่อนตาย โดยสีดำของเม็ดทรายเกิดจากการการสึกกร่อนของหินลาวาและแนวหินบะซอลต์ เป็นหินอัคนีที่พบได้โดยทั่วไป ที่เกิดจากการเย็นตัวของลาวาอย่างรวดเร็วบนพื้นผิวโลก การมาเที่ยวหาดทรายแห่งนี้ต้องระวังความแรงของคลื่นน้ำจากทะเลอย่างมาก โดยนักท่องเที่ยวทุกคนแนะนำให้อยู่ห่างจากคลื่นอย่างน้อย 20-30 เมตร และไม่ควรหันหลังให้กับคลื่นอย่างเด็ดขาด

      ช่วงเย็นนำท่านเข้าสู่หมู่บ้าน Vík í Mýrdal หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ให้ท่านได้ผ่อนคลายหลังจากเดินทางเหนื่อยมาทั้งวัน

      เย็น รับประทานอาหารเย็น ที่ร้านอาหารท้องถิ่น

      พักที่ โรงแรม Hotel Icelandair Vík* หรือเทียบเท่า

    4. Day 4 Skaftafell - Jökulsárlón Glacier Lagoon

      วันที่ 8 ตุลาคม 2562

      Highlights:

      น้ำตก Svartifoss – ธารน้ำแข็ง Skaftafell – ลากูนธารน้ำแข็งแห่ง Jökulsárlón

      ช่วงเช้า

      ออกเดินทางจากหมู่บ้าน Vík í Mýrdal เข้าสู่เขตธารน้ำแข็ง Skaftafell ที่เป็นแหล่งรวมความมหัศจรรย์หลายๆแห่งของประเทศไอซ์แลนด์ เป็นแหล่งรวมกิจกรรมเอาท์ดอร์จำนวนมาก มีเส้นทางเดินเขาเดินป่าชมธรรมชาติหลากหลายเส้นทาง รวมถึงน้ำตก Svartifoss ที่เป็นน้ำตกที่ไหลลงจากฟ้าโดยมีฉากหลังเป็นแท่งเสาหินแกรนิตขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายม่านมีความงดงามอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของ ธารน้ำแข็ง Skaftafell (Skaftafellsjökull glacier) หนึ่งในธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไอซ์แลนด์

      เดินทางไปต่อสู่ Fjaðrárgljúfur หุบเหวมหัศจรรย์ที่มีความเว้าลึกเข้าไปในแผ่นดินถึงกว่า 2 กิโลเมตร โดยมีความสูงของหุบประมาณ 100 เมตร ท่านจะได้มีโอกาสเก็บภาพความประทับใจของหุบแห่งนี้ไว้ในความทรงจำ.

      จากนั้นนำท่านเดินทางต่อสู่ เมืองคีร์กจูแบจาร์เคลาส์ตูร์ (Kirkjubæjarklaustur) หรือนิยมเรียกกันว่า เคลาส์ตูร์ (Klaustur) หนึ่งในคำที่เรียกยากที่สุดสำหรับคนไทย เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเล็กๆที่มีชื่อเสียงของเขตซูทือร์ลันต์ (Suourland) หรือเขตทางใต้ 1 ใน 8 เขตการปกครองของประเทศไอซ์แลนด์ เดินทางถึง เมืองคีร์กจูแบจาร์เคลาส์ตูร์

      เที่ยง รับประทานแบบ Fast food

      ช่วงบ่าย

      จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ โจกุลซาลอน (Jökulsárlón)  ธารน้ำแข็งพันปี อันเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่าเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ ปรากฏขึ้นครั้งแรกในช่วงปีค.ศ.1932 และค่อยๆ ขยายตัวเพิ่มพื้นที่ขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันกินพื้นที่กว้างถึง 18 ตารางกิโลเมตร โดยมีความลึกของน้ำถึง 200 เมตรถือได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่ลึกเป็นอันดับสองของไอซ์แลนด์

      เนื่องด้วยความที่โจกุลซาลอนนั้นเชื่อมต่อมหาสมุทรด้านนอก ทำให้มีการผสมผสานกันระหว่างน้ำเค็มและน้ำจืดส่งผลให้สีของน้ำออกมาเป็นเขียวน้ำเงิน (bluegreen) มีความสวยงามอย่างมาก ชมความสวยงามของทุ่งน้ำแข็งก้อนใหญ่ที่ละลายลงมาจากภูเขาน้ำแข็งด้านบน และไหลลงมาสู่ทะเล ท่านอาจได้พบกับนกทะเลสีดำที่ริมฝั่งทะเลตอนปลายที่เชื่อมระหว่างทะเลกับโจกุลซาลอน ที่มีชื่อเรียกว่า Skúas และสีขาวตระกูลนกนางนวล ที่เรียกว่า big seagull หรือหากโชคดีท่านอาจจะได้เห็นแมวน้ำ (seal) ที่ดำผุดดำว่าย เล่นน้ำ หรือหาอาหารอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นสถานที่นี้ยังเคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดัง Jame Bonds ภาค Die another day อีกด้วย

       

      เย็น รับประทานอาหารเย็น ที่ร้านอาหารท้องถิ่น

      พักที่ โรงแรม Fosshotel Vatnajökull* หรือเทียบเท่า

    5. Day 5 Eastfjords - Hengifoss

      วันที่ 9 ตุลาคม 2562

      Highlights:

      น้ำตก Hengifoss – ฟาร์ม Móðir Jörð – Vallanes – วิหาร Skriðuklaustur

      นำท่านเที่ยวชมป่า Hallormsstaður National Forest ที่นี่ได้รับการยกย่องว่าเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของประเทศไอซ์แลนด์และมีขนาดใหญ่ที่สุดด้วยขนาดพื้นที่กว่า 740 เฮคตาร์ เป็นแหล่งรวมของเส้นทางเดินป่าและพืชพรรณธรรมชาตินานาชนิด

      เยี่ยมชมฟาร์ม Móðir Jörð – Vallanes ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการนำข้าวบาร์เลย์มาพัฒนาให้กลายเป็นอาหารร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นๆในท้องถิ่น ในอดีตข้าวบาร์เลย์นับเป็นวัตถุดิบที่สำคัญของการทำอาหารตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 9 หลังจากนั้นได้เลือนหายไปจนกระทั่งปัจจุบันที่ได้กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยอีกครั้ง Móðir Jörð – Vallanes เปิดกิจการตั้งแต่ปี ค.ศ.1985

      เยี่ยมชมวิหาร Skriðuklaustur วิหารที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณ ปัจจุบันได้รับการตั้งเป็นศูนย์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศไอซ์แลนด์ ในช่วงฤดูร้อนที่นี่จะเต็มไปด้วยนิทรรศการต่างๆมากมาย

      เที่ยง รับประทานแบบ Fast food

      ช่วงบ่ายนำท่านสู่ น้ำตก Hengifoss น้ำตกที่ถือว่ามีความสูงของสายน้ำเป็นอันดับที่สามของประเทศ แต่ที่นี่คือแลนด์มาร์คของไอซ์แลนด์ภาคตะวันออกเลยก็ว่าได้ ถือเป็นน้ำตกที่ค่อนข้างเก็บตัวและคนรู้จักน้อยเมื่อเทียบกับน้ำตกอื่นๆเนื่องจากตั้งอยู่ไกลจากเขตท่องเที่ยวหลัก น้ำตกแห่งนี้มีความสูงถึง 128 เมตร ที่นี่คือสวรรค์ของคนชอบถ่ายรูป นอกจากนี้ยังมีร่องรอยการแห้งตัวของเสาหินลาวาสีแดงเพลิงจากในอดีตมากมาย การเดินเท้าเข้าไปสู่ Hengifoss ต้องใช้พลังกำลังกายในระดับหนึ่ง สำหรับท่านที่สนใจสุดยอดน้ำตกที่เก็บตัวแห่งนี้พลาดไม่ได้เด็ดขาด

      จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่เมือง Egilsstaðir ที่ถือว่าเป็นเมืองหลักทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไอซ์แลนด์ ที่เป็นทั้งศูนย์กลางเดินทาง มีสนามบิน โรงเรียน และสถานที่สำคัญทางราชการต่างๆ

      เย็น รับประทานอาหารเย็น ที่ร้านอาหารท้องถิ่น

      พักที่ โรงแรม Icelandair Hotel Hérað หรือเทียบเท่า

       

    6. Day 6 Dettifoss - ทะเลสาบ Myvatn

      วันที่ 10 ตุลาคม 2562

      Highlights:

      น้ำตก Dettifoss – ทะเลสาบ Mývatn

      เช้า รับประทานอาหารที่โรงแรม

      นำท่านออกเดินทางสู่ น้ำตก Rjúkandi ซึ่งเป็นน้ำตกไม่กี่แห่งในไอซ์แลนด์ทางตอนเหนือของประเทศที่เราสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากถนนใหญ่ น้ำตกแห่งนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่ไม่ได้สายน้ำที่ตกลงมากระทบพื้นผิวด้านล่างเลยตรงๆแบบน้ำตกอื่นๆ แต่สายน้ำที่นี่จะแยกออกเป็นหลายๆแฉกก่อนที่จะไม่รวมตัวกันด้านล่างอีกครั้ง

      เราจะผ่านเข้าสู่ เมือง Egilsstaðir เมืองที่ใหญ่ที่สุดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ

      หลังจากนี้นำท่านเข้าสู่ 1 ในสุดยอดไฮไลท์ของประเทศไอซ์แลนด์ นั่นคือ อภิมหาน้ำตก Dettifoss  ความหมายของคำว่า Dettifoss แปลโดยนัยยะ หมายถึง ”The Beast” จากภาพยนตร์เจ้าหญิงรูปงามกับเจ้าชายอสูร โดยเปรียบเทียบ ”The Beauty” คือ น้ำตก Goðafoss ที่เราจะเดินทางไปในโอกาสถัดไป น้ำตก Dettifoss คือน้ำตกที่มีพลังงานสูงที่สุดในทวีปยุโรป นักวิทยาศาสตร์คำนวณมาว่า ทุกๆวินาทีที่ผ่านไปมีสายน้ำปริมาตรมากกว่า 96,500 ที่ไหลผ่านลงไปยังเบื้องล่าง ความสวยงามและยิ่งใหญ่ของที่นี่จะสะกดสายตาของผู้มาเยือนทุกๆคนจนอาจจะลืมหายใจไปชั่วขณะได้ น้ำตก Dettifoss แห่งนี้เป็นหนึ่งสถานที่ถ่ายนำในฉากเปิดตัวของภาพยนตร์เรื่อง Prometheus อีกด้วย

      เที่ยง รับประทานแบบ Fast food

      หลังจากนั้นเดินทางไปกันต่อที่ ทะเลสาบ Myvatn ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ เป็นทะเลสาบที่เกิดจากการยุบตัวของแผ่นเปลือกโลก ส่งผลให้บริเวณรอบทะเลสาบมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เกิดจากแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพมากมาย ดังนี้

      • บ่อซัลเฟอร์ Hverarönd
      • ภูเขาไฟ Krafla (Krafla Caldera)
      • กลุ่มหินรูปร่างพิลึก Dimmuborgir (Dimmuborgir lava formations)
      • ถ้ำ Game of Throne (Grjótagjá geothermal cave)

      เย็น รับประทานอาหารเย็น ที่ร้านอาหารท้องถิ่น

      พักที่ โรงแรม Fosshotel Mývatn* หรือเทียบเท่า

    7. Day 7 น้ำตก Goðafoss - แหลม Vatnsnes - หินไดโนเสาร์ Hvítserkur

      วันที่ 11 ตุลาคม 2562

      Highlights:

      น้ำตก Goðafoss – แหลม Vatnsnes – หินไดโนเสาร์ Hvítserkur

      เช้า รับประทานที่โรงแรม

      นำท่านเข้าสู่ น้ำตก Goðafoss หรือ ”The Beauty” ที่อยู่คู่กับ Dettifoss ที่เราไปมาเมื่อวานนั่นเอง ความหมายตามภาษาแปลว่า Waterfall of the god หรือน้ำตกแห่งพระเจ้า น้ำตกแห่งนี้สวยงามยิ่งใหญ่ตามชื่อและเป็นสถานที่ทุกคนที่มาไอซ์แลนด์ต้องแวะ ในปี ค.ศ.999 นักบวชชาวไอซ์แลนด์นามว่า Þorgeir ได้มาประกาศว่าศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติของไอซ์แลนด์ที่นี่

      นำท่านเดินทางสู่ เมืองอาคูเรย์รี่ (Akureyri) เมืองใหญ่ อันดับที่สองของไอซ์แลนด์ บ้านเรือนเมืองนี้สร้างจากไม้ทาสีสรรที่สดในตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำที่เวลาช่วงเช้าเมื่อสะท้อนลงแม่น้ำจะเป็นภาพที่น่ารักน่าเอ็นดูอย่างมาก เมืองนี้ถือว่าเป็นเมืองที่ได้รับการออกแบบผังเมืองออกมาได้อย่างสวยงาม ตลอดทางก่อนถึงเมืองท่านจะได้ชมทัศนียภาพที่สวยสดงดงามของเมืองที่ตั้งอยู่อีกฝากแม่น้ำ

      เที่ยง รับประทานแบบ Fast food

      จากนั้น นำท่านเดินทางสู่ แหลม Vatnsnes อีกหนึ่งสถานที่มีความอุดมสมบูรณ์ของประเทศ โดยเฉพาะอาชีพการทำประมงและกสิกรรมซึ่งถือเป็นอาชีพหลักของคนที่นี่

      นำท่านชม หิน Hvítserkur ประติมากรรมธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศไอซ์แลนด์ เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของประเทศ เราสามารถชมวิวจากด้านบน หรือถ้าเวลานั้นน้ำลง เราจะสามารถเดินลงไปชมด้านล่างแบบใกล้ชิดได้

      เย็น รับประทานอาหารเย็น ที่ร้านอาหารท้องถิ่น

      พักที่ โรงแรม Hotel Laugarbakki* หรือเทียบเท่า

    8. Day 8 น้ำตก Hraunfossar - น้ำตก Húsafell - เมือง Reykholt - ถ้ำลาวา Víðgelmir

      วันที่ 12 ตุลาคม 2562

      Highlights:

      น้ำตก Hraunfossar – น้ำตก Húsafell – เมือง Reykholt – ถ้ำลาวา Víðgelmir

      เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม

      Reykholt and Húsafell

      นำท่านเดินทางไปยัง Reykholt สถานที่ๆมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศไอซ์แลนด์ ที่มีเป็นที่ตั้งของศูนย์วัฒนธรรมและโบสถ์ที่มีความสำคัญ

      เดินทางสู่ น้ำตก Hraunfossar เราสามารถมองดูความสวยงามของน้ำตกแห่งนี้ได้จากจุดจอดรถได้ทันที เมื่อมองลงไปเบื้องล่างเราจะเห็นสายน้ำตกจำนวนมากมายหลายสายที่ไหนผ่านก้อนหินลาวาที่แข็งตัวไปรวมตัวกันแล้วไหลผ่านลงไปยังแม่น้ำเบื้องล่าง ในภาษาของคนท้องถิ่นซึ่ง Hraunfossar แปลว่า ลาวา 

      เที่ยง รับประทานแบบ Fast food

      เดินทางสู่ น้ำตก Barnafossar ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากน้ำตก Hraunfossar ที่นี่ไม่ถือว่าเป็นน้ำตกตามความหมายปกติทั่วๆไป เพราะมันเหมือนกับการรวมตัวของสายน้ำหลายๆสายมากกว่า น้ำตกแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของประเทศไอซ์แลนด์

       

      เย็น รับประทานอาหารเย็น ที่ร้านอาหารท้องถิ่น

      พักที่ โรงแรม Hotel Bifröst* หรือเทียบเท่า

    9. Day 9 แหลม Snæfellsnes - ภูเขา Kirkjufell

      วันที่ 13 ตุลาคม 2562

      Highlights:

      แหลม Snæfellsnes – ภูเขา Kirkjufell – เมืองของ Walter Mitty (Stykkisholmur)

      เช้า รับประทานอาหารโรงแรม

      ออกเดินทางสู่เมือง Stykkisholmur หนึ่งในสถานที่ถ่ายทำฉากสำคัญของภาพยนตร์เรื่อง Walter Mitty ในจังหวะที่พระเอกกำลังวิ่งหนีจากภูเขาไฟที่กำลังระเบิด เมืองนี้ถือว่าเป็นเมืองเล็กๆแต่มีความเก่าแก่เป็นที่อยู่ของชาวท้องถิ่นจำนวนมาก จุดเด่นของเมืองนี้คือโบสถ์กลางประจำเมืองที่โดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ที่ใครๆมาเห็นก็จะจำได้ทันที เมื่อมองออกไปนอกทะเลจากจุดนี้เราจะเห็นแผ่นดินไอซ์แลนด์ฝั่งตรงข้ามที่อยู่ไกลออกไป

      ได้เวลานำท่านเดินทางสู่เมือง กรุนดาร์ฟจอร์ด (Grundarfjörður) ซึ่งเป็นเมืองที่มีความโดดเด่นทางด้านธรรมชาติและมีภูเขาที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาจากทั่วทุกมุมโลกนั่นคือ Kirkjufell ซึ่งมีความสูงถึง 463 เมตร เป็นภาพที่โด่งดังไปทั่วโลกของไอซ์แลนด์

      เที่ยง รับประทานอาหารแบบ Fast food

      Arnarstapi อดีตเมืองที่เป็นศูนย์การค้าขายในอดีต ที่นี่เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมทะเล ความสวยงามคือพื้นที่ชายฝั่งที่ประกอบด้วยขอบเหว หน้าผา และชะง่อนผา จุดที่เป็นสัญลักษณ์ของที่นี่คือเสาหินที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะจนรูปร่างเหมือนสะพาน เรียกว่า Gatklettur

      บริเวณรอบๆนี้ ท่านจะสามารถมองเห็นธารน้ำแข็ง Snæfellsjökull ที่ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 1,446 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ธารน้ำแข็งแห่งนี้เบื้องล่างคือภูเขาไฟที่ยังมีพลังอยู่ โดยธารน้ำแข็งก่อตัวตั้งแต่การระเบิดครั้งที่แล้วเมื่อราวๆ 800,000 ปีที่แล้ว ในหลายๆตำนานเชื่อว่าธารน้ำแข็งแห่งนี้เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของโลกใบนี้

      หลังจากนั้นเดินทางกลับเมืองหลวงเรคยาวิค (Reykjavik) นำท่านเช็คอินเข้าโรงแรมที่พัก

      พาท่านเดินเล่นชมในเมือง พาท่านเดินเลียบลัดเลาะไปแนวชายมหาสมุทรแอตแลตติค ชมประติมากรรม The Sun Voyager ที่สร้างโดย Jón Gunnar Árnason, รูปปั้นรูปร่างเหมือนเรือในความฝันที่กำลังมุ่งหน้าไปสู่พระอาทิตย์ หลังจากนั้นเดินทางไปสู่ Harpa ที่เป็นทั้งศูนย์ประชุมและคอนเสิร์ตฮอลล์ประจำเมือง ด้านนอกของตัวอาคารจะถูกตกแต่งด้วยกระจกที่ตกแต่งให้รูปร่างคล้ายหินบะซอลต์เสมือนหนึ่งภูมิประเทศของไอซ์แลนด์

      เย็น รับประทานอาหารเย็น ที่ร้านอาหารท้องถิ่น

      พักที่ โรงแรม Fosshotel Baron หรือเทียบเท่า

    10. Day 10 เดินทางกลับเมืองไทย

      วันที่ 14 ตุลาคม 2562

      เช้า รับประทานอาหารที่โรงแรม

      07.00 น. ทำท่านเดินทางสู่สนามบิน Keflavik เพื่อเตรียมตัวกลับเมืองไทย

      10.45 น. เดินทางด้วยสายการบิน FinnAir (AY 992) แวะเปลี่ยนเครื่องที่กรุงโคเปนเฮเกน

      15.55 น. เดินทางถึงท่าอากาศยานเฮลซิงกิ-แวนต้า” (Helsinki-Vantaa Airport) จากนั้นนำท่านผ่านเข้าสู่ Transit hall เพื่อนำท่านสู่ไฟลต์ต่อไป

      17.00 น. ออกเดินทางจากกรุงโคเปนเฮเกน ด้วยสายการบิน FinnAir (AY 141)

    11. Day 11 กลับถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ

      วันที่ 15 ตุลาคม 2562

      07.25 น. กลับถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ

    ค่าอาหารระหว่างทริป

    เนื่องจากค่าอาหารเที่ยงและเย็นไม่ได้รวมอยู่ในทริประหว่างที่อยู่ในไอซ์แลนด์ (อาหารเช้ารวมในแพคเกจของเราแล้วครับ)

    แต่สามารถประมาณโดยมาตรฐานคือ วันละประมาณ 55-75 Euro/คน/วัน (รวมแล้วจะประมาณ 16,000 – 20,000  บาท)

    เงื่อนไขการจองทัวร์

    1. บริษัทฯ จะขอเรียกชําระค่ามัดจําการจอง เป็นเงินท่านละ 10,000 บาท
    2. เมื่อท่านตกลงเดินทางกับทางบริษัทฯ ระยะเวลา 4 เดือนก่อนเดินทาง หรือ ตามวันที่ระบุ (ถ้ามี) ต้องชําระเงินค่าจองทัวร์ 50% ตามที่โปรแกรมระบุ หรือชําระเต็มจํานวน โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารตามที่ระบุไว้ แล้ว Email หลักฐานดังกล่าวมา ทางอีเมล์ที่ [email protected] ทางบริษัทฯ จะจัดส่งใบเสร็จรับเงินกลับไปยังท่าน
    3. ชําระเงินค่าทัวร์ส่วนที่เหลือก่อนการเดินทาง 60 วัน หรือตามที่ระบุในโปรแกรมโดยโอนเข้า บัญชีเช่นกัน และท่านจะได้รับใบเสร็จรับเงินและแจ้งยืนยันการเดินทาง
    4. ขอสงวนสิทธิ์การจองให้ท่านที่ชำระค่ามัดจำเข้ามาแล้วเท่านั้น บริษทขอสวนสิทธิ์การคืนเงินให้กับลูกค้าและยกเลิกการเดินทางของลูกค้า ในกรณีที่ลูกค้ามัดจำส่วนที่เหลือล่าช้ากว่ากำหนด

    วิธีการจองทัวร์ : Booking

    1. ติดต่อกลับมาที่บริษัท โทร 086-771-1715 เพื่อทําการจองกับเจ้าหน้าฝ่ายขาย และ สอบถามข้อมูล
    2. ส่งข้อมูลของท่านมาที่อีเมล์  [email protected]

    การชําระเงินโดยผ่านบัญชีธนาคาร

    ชําระโดยโอนเงินผ่านบัญชี ที่ระบุนี้ เท่านั้น

    กรุณาโอนเงิน เข้าบัญชี (โปรดสอบถามข้อมูลก่อนการโอน)

    เมื่อท่านโอนเงินแล้ว กรุณส่งหลักฐานการโอนเงินมาที่ Email : [email protected] จะ ถือว่าการจองสมบูรณ์ และบริษัทฯจะส่งใบเสร็จให้ท่านต่อไป (กรณีต้องการใบกํากับภาษี กรุณาแจ้งก่อนการชําระเงิน)

    ชําระเงินที่บริษัทฯ โดยเงินสด ,เช็คธนาคาร, บัตรเครดิต

    ( กรณีชําระโดยบัตรเครดิต บริษัทฯ ชาร์ท 3 %)

    การยกเลิกการจองและการเดินทาง

    ยกเลิกทัวร์ใดๆ หลังจากการจองสมบูรณ์แล้ว บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการเก็บค่าธรรมเนียม อย่างน้อยท่านละ 5,000 บาท และค่าใช้จ่ายที่ดําเนินการไปแล้ว เช่น ค่าธรรมเนียมวีซ่า, ตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น

    • ยกเลิกก่อนการเดินทาง 60 วัน คืนค่าบริการทั้งหมด (ยกเว้นค่ามัดจำกับทางสายการบินและค่าจองโรงแรมที่พักที่ได้เกิดขึ้นและชำระแก่ปลายทางไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว)
    • ยกเลิกทัวร์ภายใน 60-45 วัน ก่อนการเดินทาง ขอสงวนสิทธิ์ในการยึดเงินมัดจำงวดแรก
    • ยกเลิกทัวร์ภายใน 45 วัน ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธ์ในการคืนเงินทั้งหมด
    • หากถูกปฏิเสธการเข้าเมือง ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการคืนเงินทั้งหมด

    หมายเหตุ

    1. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้ เมื่อเกิดเหตุจําเป็น สุดวิสัยจนไม้อาจแก้ไขได้ และจะไม่รับผิดชอบใดๆ ในกรณีที่สูญหาย สูญเสียและ / หรือ เกิด อุบัติเหตุที่เกิดจากความประมาทของตัวนักท่องเที่ยวเอง ซึ่งนอกเหนือความรับผิดชอบ ของหัวหน้าทัวร์และเหตุสุดวิสัยบางประการ เช่น ความล่าช้าจากสายการบิน การนัดหยุด งาน ภัยธรรมชาติ การจลาจลต่างๆ
    2. เนื่องจากรายการท่องเที่ยวนี้เป็นแบบเหมาจ่ายเบ็ดเสร็จ หากท่านสละสิทธิ์ใช้บริการใดๆ ตาม รายการ อาทิ ไม่เที่ยวบางรายการ ไม่ทานอาหารบางมื้อ หรือไม่ร่วมในกิจกรรมใดๆ ก็แล้วแต่ ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการคืนค่าบริการบางส่วนให้แก่ท่าน เพราะเหตุ ค่าใช้จ่ายทุก อย่างทางบริษัทฯ ได้ชําระล่วงหน้าให้ตัวแทนต่างประเทศแบบเหมาขาดก่อนออกเดินทางเป็น เรียบร้อยแล้ว
    3. เนื่องจากเป็นการเดินทางไปทัวร์ต่างประเทศ หากท่านถูกปฎิเสธการเข้าประเทศ หรือออก นอกประเทศ บริษัทฯไม่สามารถ คืนเงินค่าทัวร์บางส่วน หรือทั้งหมดไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
    4. บริษัทฯ มีความยินดีที่จะรับลูกค้าที่มีจุดประสงค์เพื่อเดินทางท่องเที่ยวโดยเจตนาบริสุทธิ์ และปราศจากเจตนาแอบแฝงเพื่อหลบหนี / เลี่ยงเข้าประเทศ

    สำหรับการดูแสงเหนือที่ไอซ์แลนด์

    แสงเหนือคือปรากฎการณ์ที่ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ 100% การที่แสงเหนือจะมาปรากฎกายต่อหน้าของเราบนท้องฟ้า จะต้องมีองค์ประกอบ 2 อย่างที่ลงตัวในเวลาที่พร้อมกัน คือ

    1. สภาพอากาศ ในค่ำคืนนั้นต้องไม่มีเมฆบัง ไม่มีฟ้าครึ้ม ไม่มีฝนตกใด
    2. สภาพของลมสุริยะที่อยู่บนท้องฟ้า แสงเหนือเกิดจากอนุภาคของลมสุริยะที่อยู่ในอากาศบนท้องฟ้า วันนั้นต้องมีลมสุริยะที่แรงพอถึงจะมีแสงเหนือเกิดขึ้น

    การทำนายแสงเหนือล่วงหน้าทำได้เพียงอย่างมากที่สุด 24 ชั่วโมงก่อนที่จะเห็น หรือถ้าจะให้แม่นที่สุดต้องอยู่ภายใน 4-8 ชั่วโมงล่วงหน้า ทางทีมงานไม่อาจการันตีได้ 100% ว่าท่านจะเห็นแสงเหนือหรือไม่ แต่ถ้าว่ากันตามหลักสถิติแล้ว การที่เรามีเวลาเดินทางอยู่ในไอซ์แลนด์ 10 คืน เราน่าจะได้เห็นอย่างน้อย 1-2 คืน (หรืออาจจะมากกว่า)

    การที่จะเห็นแสงเหนือได้ชัด เราจำเป็นที่จะต้องอยู่ในพื้นที่ๆปราศจากการรบกวนจากแสงไฟของมนุษย์ ในวันที่เราไม่ได้อาศัยอยู่ในเขตเมืองใหญ่ เราอาจจะเห็นได้ชัดจากบริเวณภายนอกที่พักของเรา หรือในบางคืนเราอาจจำเป็นต้องขับรถออกไปยังบริเวณใกล้เคียงเพื่อชมแสงเหนือให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    ด้วยข้อจำกัดของการเดินทาง เราไม่สามารถที่จะออกไปดูแสงเหนือในทุกคืนได้ เนื่องจากคนขับรถตามกฎหมายห้ามขับเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอในเวลากลางคืนทำให้ประสิทธิภาพในการขับรถช่วงเวลากลางวันเป็นสิ่งอันตราย ทางทีมงานจึงขอสงวนสิทธิ์ในการเลือกวันหรือสถานที่ๆจะไปชมแสงเหนือโดยยึดเอาความเหมาะสมของสถานการณ์และผลประโยชน์ของผู้ร่วมเดินทางเป็นสำคัญ

    ถ้าหากวันใดเราใช้เวลาในช่วงค่ำคืนเพื่อชมแสงเหนือนาน ในเช้าวันรุ่งขึ้นเราจะต้องออกจากที่พักสายขึ้นเพื่อให้คนขับรถได้มีเวลาที่พักผ่อนมากขึ้น และสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งในช่วงเช้าของวันนั้นๆอาจจะต้องถูกข้ามไปเพื่อความเหมาะสมของแผนการเดินทาง

    เหตุผลหลักๆมีอยู่เพียงข้อเดียว เพราะว่าเนื่องจาก “ค่าอาหาร” ของประเทศไอซ์แลนด์ถือว่ามีราคาที่ค่อนข้างสูง (ราวๆ 700-1,000 บาทต่อจาน) และอาหารบางมื้อจะเป็นสไตล์ยูโรเปียนและท้องถิ่น เช่น จะมีการกินเนื้อแกะ เนื้อม้า ซึ่งในจำนวนผู้ที่เดินทางอาจจะมีทั้งท่านที่ชอบหรือไม่ชอบ เราจึงคิดว่าการอิสระในการเลือกรับประทานอาหารตามที่แต่ละคนประสงค์จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อจะได้ประหยัดต้นทุนในส่วนนี้ และได้ใช้เงินเพื่อเลือกอาหารที่มีความคุ้มค่าที่สุดได้

    โดยมาตรฐานแล้วค่าอาหารเที่ยงและเย็นจะอยู่ที่ 55-75 Euro ต่อวันสำหรับการรับประทานลักษณะนี้ (หรือราวๆ 1,500 – 2,500 บาท)  โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเฉลี่ยที่ประมาณ 15,000 – 20,000 บาท

    เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของ “ความเร็ว”

    ถ้าท่านได้อ่านแผนการเดินทางท่านจะเห็นว่า การเดินทางรอบเกาะเป็นการเดินทางที่ยาวไกลร่วมหลักหนึ่งพันกิโลเมตร และมีจำนวนสถานที่ท่องเที่ยวระหว่างจำนวนมาก และการเดินทางในช่วงฤดูหนาว ช่วงเวลากลางวันจะค่อนข้างสั้น เราจึงเห็นว่าเพื่อให้ท่านมีเวลาได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติที่สวยงามของประเทศแห่งนี้ได้มากที่สุด เราจึงน่าจะใช้เวลากับอาหารเที่ยงให้น้อยที่สุด เพราะเรามีเวลาพอสมควรที่จะดื่มด่ำกับอาหารในมื้อเย็นที่ไม่มีข้อจำกัดของเวลาได้

    Overall Rating
    0/5

    LEAVE YOUR COMMENT